fbpx

แผนที่การเดินเรือ

Photo by Josh Sorenson on Unsplash

คราวที่แล้วผมได้พูดถึงหน้าที่ของผมในฐานะกัปตันเรือ MakerStation และวลี “ลงเรือลำเดียวกัน” หลังจากที่ฝ่ามรสุมมา วันนี้จะมาเล่าให้ฟังว่าผมได้เรียนรู้อะไรบ้าง  และเราจะใช้หลักการคิดอย่างไรในการเดินทางต่อไปข้างหน้า และผมหวังว่าบทเรียนของผมจะเป็นประโยชน์กับคนที่ได้อ่านนะครับ

1. จำให้ได้ว่าเราออกเรือมาทำไม

มันอาจจะฟังดูเป็นเรื่องตลก หรือคุณอาจจะกำลังคิดว่า “จะบ้าหรอ ฉันไม่ได้ความจำเสื่อมซักหน่อย” แต่ความเป็นจริงจากการสังเกตกัปตันเรือท่านอื่นๆ และจากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว มันง่ายมากที่เราจะมัววุ่นอยู่กับการทำเรื่องที่ไม่ได้ทำให้เรือมุ่งไปในที่ที่เราตั้งใจ เราอาจจะมัวแต่เอาเวลาไปวิดน้ำ หรืออุดรูรั่ว จนลืมจับพังงา(พวงมาลัยของเรืออะนะ)ด้วยซ้ำ! ถ้าให้พูดตรงๆเลยคือ เรามัวแต่หาเงินมาจ่ายค่าใช้จ่ายตายตัวเช่น ค่าเช่า ค่าจ้าง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต (ฆ่าฉันให้ตายเถอะ) จนลืมว่า เราทำทั้งหมดนี่อยู่เพื่ออะไร ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่า “อยู่เฉยๆสบายกว่ามั้ยนะ?” นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า คุณลืมเป้าหมายของคุณ หรือมันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว

  • แปะไว้บนฝาผนัง! เรือเราใช้แนวคิด Ikigai (ไว้วันหลังจะเล่าให้ฟัง) มาตั้งแต่วันแรก และลูกเรือทุกคนถูกขอให้ช่วยทำแบบฝึกหัดนี้ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มทำงานเสียอีก เราแปะมันไว้บนผนังเพื่อให้มันเตือนใจเราได้ทุกเมื่อที่เราหันไปมอง หรือเวลาที่ใครสักคนลืม เราจะชี้ไปที่มันแล้วถามว่า “สิ่งที่เราทำอยู่นี้มันอยู่ตรงไหนของ Ikigai?”
  • จัดเวลาทบทวน เพราะไม่ว่าเราจะคิดมาดีขนาดไหน ถ้าเราไม่คอยทบทวนสิ่งที่เราเคยคิด เราก็หลงลืมมันอยู่ดี ผมจะทบทวนจุดประสงค์ของตัวเองเร็วๆทุกๆเช้า และ ประชุมกับทีมทุกๆสัปดาห์
  •  

2. สื่อสารกับลูกเรือ

ปัญหาที่ผมพบมากที่สุดในทุกๆองค์กรที่ผมเคยมีส่วนร่วม คือเรื่องของการสื่อสาร ยิ่งถ้าทำงานกับชาวต่างชาติจะยิ่งเห็นความแตกต่าง คนเอเชียมันมีการสื่อสารที่ไม่ตรงไปตรงมา และต้องตีความ อาจเป็นเพราะไม่อยากทำให้คนอื่นไม่พอใจ

ตัวผมเองก็ต้องพยายามฝึกฝนอยู่ตลอด และแก้ปัญหาโดย

  • เข้าใจความแตกต่าง ระหว่างคิดแต่ไม่พูด กับคิดให้ดีก่อนพูด ปัญหาของการไม่คุยกันตรงๆ คือแต่ละคนต้องสรุปอะไรเอาเองในหัว ลองคิดดูนะครับว่า ขนาดเราพยายามสื่อสารตรงๆแทบตายยังเข้าใจผิดกันได้ แล้วยิ่งถ้าไม่สื่อสาร ปลอยให้เดา มันจะหนักขนาดไหน ทางที่ดีแทนที่จะไม่พูดออกมาคิดเพิ่มอีกสักนิดดีกว่า ว่าจะสื่อสารอย่างไรให้สุภาพ ให้เกียรติ และไม่ใช้อารมณ์ เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจกันจริงๆ 
  • เรียนรู้ที่จะให้เกียรติทุกคน ลืมเรื่องอายุไปได้แล้ว! นี่มันปี 2020 แล้วนะครับ เราน่าจะเข้าใจกันได้แล้วว่าความคิดดีๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ ไม่ว่าจะเป็นอายุจริง หรืออายุงาน ถ้าเรากลัวว่ารุ่นน้องจะพูดจาไม่ดีกับเรา หรือที่คนโบราณเรียกกันว่า “ปีนเกลียว” เราต้องเป็นคนเริ่มสร้างวัฒนธรรมการให้เกียรติกันเสียก่อน คำว่า”กาละเทศะ”หมายถึงการพูดให้ถูกที่ ถูกเวลา เลิกคิดว่ามันต้องจากอาวุโสมากไปน้อยได้แล้ว!
  • มีอะไรบอกได้ ถ้าเราเรียนรู้ที่จะให้เกียรติกันแล้ว ข้อนี้ไม่น่ายาก แต่เพื่อความชัดเจน ถ้าเราอยากให้การสื่อสารมันได้ประสิทธิภาพจริงๆ มันต้องเป็นการสื่อสารสองทางครับ เราต้องรู้จักฟังอย่างใจเย็น และพยายามอย่าด่วนตัดสินกันล่วงหน้า

3.ทุกคนลงเรือลำเดียวกัน รวมทั้งกัปตันด้วย

บทความที่แล้วผมพร่ำยาวเกี่ยวกับคำว่าลงเรือลำเดียวกัน หวังว่าคุณจะเข้าใจว่ามันคือการเปลี่ยนแปลงแนวคิดจากการคิดเพื่อตัวเอง มาเป็นคิดเพื่อส่วนรวม กัปตันหลายๆคน ใช้ลูกเรือเป็นเพียงสิ่งที่ช่วยให้ตนเองไปถึงเป้าหมาย แต่ผมอยากให้ทุกคนทำฝันของตัวเองได้เหมือนกัน เพราะตอนผมไม่มีเรือเป็นของตัวเอง ผมก็หาเรือที่เป็นห่วงความฝันผมเหมือนกัน

  • ทุกคนอยากไปไหน ไม่สำคัญเท่า เรากำลังไปไหน อ่านแล้วอย่าเข้าใจผิดนะครับ  การรู้ว่าทุกคนฝันอะไรเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าเรามัวหันหัวเรือไปๆมาๆ ตามฝันของแต่ละคน เราอาจจะไม่ไปถึงไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราตกลงกันก่อนว่า เรือเรากำลังจะไปไหน สื่อสารให้เข้าใจ ใครมีจุดหมายคนละทาง จะได้ไม่เสียเวลาเปล่าๆ แบ่งย่อยเป้าหมายให้เป็นระยะใกล้-ไกล เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพว่า อย่างน้อยที่สุดเมื่อพวกเขาไปถึงเกาะแรกแล้ว พวกเขาจะได้พบอะไรบ้าง
  • รับผลที่ตามมาพร้อมๆกัน ลงเรือลำเดียวกัน ความหมายจริงๆก็คือ ถ้าสำเร็จก็สำเร็จไปพร้อมๆกัน ถ้าล่มก็ล่มไปพร้อมๆกัน นั่นหมายถึงกัปตันด้วย อันที่จริงกับตันที่ดีควรดูเลเรือเป็นคนสุดท้ายก่อนที่มันจะจมด้วยซ้ำ! แต่เห็นบางกัปตันแล้ว อย่าเรียกว่าเรือลำเดียวกันเลย เรียกว่าจ้างคนมา “ลากห่วงยางของฉันไปให้ถึงฝั่งที” จะดีกว่า จำไว้ว่าหน้าที่ของกัปตันไม่ใช่สั่ง มันคือการเป็นตัวอย่าง มันคือการรับผิดชอบ และดูแลคนในเรือทุกคน 
Photo by Johannes Plenio on Unsplash

4. หาดาวเหนือ

บางครั้งการทำธุรกิจก็เหมือนการมีเรือลอยอยู่กลางมหาสมุทรจริงๆ คุณเห็นแผ่นน้ำกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา ยิ่งถ้าออกจากฝั่งมาไกลแล้ว คุณยิ่งไม่รู้เลยว่าทิศไหนเป็นทิศไหน สิ่งที่คุณต้องหาให้ได้คือสัญญาณบอกทิศทาง เช่น เข็มทิศ ดวงอาทิตย์ และดาวเหนือ แต่ในทางธุรกิจล่ะ อะไรคือเครื่องนำทางของคุณ? เช่นเดียวกับดาวเหนือและอื่นๆที่กล่าวมา สัญญาณบอกทิศทางของเราควรเป็นสิ่งที่มั่นคง เชื่อถือได้ และ ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา (หรือเปลี่ยนช้ามากๆ) ภาษาอังกฤษเราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า Timeless Principle  หรือที่เราอาจเคยได้ยินในภาษาบาลีคือคำว่า อกาลิโก

  • นิยามความยั่งยืน ผมเชื่อว่าลึกๆแล้วไม่ว่าคุณจะขยันยังไง ทุกคนก็มีความขี้เกียจ นั่นเป็นเหตุผลที่เราอยากให้การลงทุนลงแรงของเรามันให้ผลนานที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่ถ้ามันง่ายอย่างนั้น ทุกคนก็คงทำนิดๆหน่อยแล้วนอนตีพุงได้กันหมดแล้ว เพราะมันยากนี่แหละครับ เราจึงต้องตั้งใจนิยามความหมายของมันให้ดี สิ่งที่ผมมั่นใจมากก็คือ สิ่งที่มั่นคง ถาวร และยั่งยืน ต้องใช้เวลาในการสร้าง จะมาทำแบบฉาบฉวยไม่ได้
  • หาสิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ผมว่าความยากมันอยู่ในทุกๆขั้นตอน คือ ค้นหาความต้องการของมนุษย์ที่เป็นจริงทุกสมัย ค้นหาหลักการที่ไม่เป็นไปตามเวลา และที่ยากที่สุด คือฝึกตัวเองให้เหมาะสมกับเส้นทางนั้น ผมคงไม่พูดเยอะในบทความนี้ เรื่องนี้เรื่องใหญ่มากทีเดียว
  • เปลี่ยนที่ราก อย่าแต่งแต่เปลือก หลายคนรู้ว่า “อ๋อนี่ไง เดี๋ยวนี้คนชอบให้เราทำการตลาดแบบนี้” จริงๆมันดูง่ายมากนะครับ ถ้าคุณต้องพูดว่า “เดี๋ยวนี้” นั่นแปลว่าเรื่องนั้นอาจไม่ใช่อกาลิโก คุณต้องหาอกาลิโกที่อยู่เบื้องหลังสิ่งนี้ให้ได้ สมมุติว่า “เดี๋ยวนี้คนชอบการสื่อสารแบบตรงไปตรงมา” คำถามคือ ทำไมเดี๋ยวนี้? แต่เดิมมันไม่ตรงหรือ? มันมีสมัยไหนที่คนชอบให้เราโกหกเขาหรือ?  แล้วทำไมเราไม่เปลี่ยนแนวคิดเบื้องหลังการทำตลาดของเรา แทนที่จะหากลเม็ดใหม่ๆมาให้โดนใจลูกค้าในแต่ละยุค ถ้าเราเปลี่ยนที่ราก มันจะไม่มีหน้าไมค์หลังไมค์ ไม่มีเสียงหนึ่งเสียงสอง ไม่มีลูกน้องหรือลูกค้า คุณจะกลายเป็นคนๆเดียวกันในทุกๆบทบาท ฟังดูเรื่องน้อยกว่ามั้ย?
Photo by Karla Car on Unsplash

5.คุมใบเรือให้เป็น

ผมชอบเรื่องนี้มากเลย คุณเคยวาดรูปเรือใบตอนเด็กๆใช่ไหมครับ? ตอนเด็กๆผมส่งสัยมากเลยว่า ทำไมใบเรือมันหันด้านแบนๆไปข้างเรือ แทนที่จะไปข้างหลังเพื่อรับลม เพราะเด็กๆเข้าใจว่าถ้าอยากให้รถใบเรือใบของเล่นพุ่งไปข้างหน้าก็แค่เอาปากเป่าจากข้างหลัง

ความเป็นจริงก็คือนักเดินเรือใบทุกคนต้องเรียนรู้วิธีการใช้กระแสลมในการเดินเรือไปในทิศที่เขาจะไป ไม่ว่าลมจะมาจากทางทิศไหนก็ตาม  เพราะในทะเลคุณเลือกไม่ได้เวลาลมจะมาทางไหน เขาต้องเรียนรู้วิธีการปรับทิศทางใบเรือในรูปแบบต่างๆตามสถานะการณ์ แม้กระทั้งวิธีที่จะเดินทางสวนกับลม

  • อย่าต่อรองกับธรรมชาติ ทุกอย่างมีธรรมชาติของมัน คุณจะโอดครวญแค่ไหน ธรรมชาติก็ไม่เปลี่ยนแปลงเพื่อคุณ เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้สอดคล้องกับธรรมชาติ
  • เรียนรู้ว่าเราควบคุมอะไรได้บ้าง เรามักจะเสียเวลาไปกับการคิดวิธีการจัดการกับเรื่องที่เราไม่มีอำนาจจัดการ เช่น ลูกเรือจะรักเราไหม จะอยู่กับเรานานไหม ก็นะ คำตอบก็น่าจะชัดเจนอยู่ว่าคุณสะกดจิตเข้าไม่ได้ แต่สิ่งที่คุณทำได้ คือทำตัวเองให้เป็นคนที่ดี ที่น่านับถือ ที่น่ารัก และใส่ใจ แยกแยะให้ออกว่าอะไรอยู่ในอำนาจของคุณ และอะไรไม่ ใช้ความทุ่มเทให้ถูกจุด
Photo by Andrew Neel on Unsplash

6.แผนที่ไม่ใช่แผ่นดิน

สุดท้าย และอันตรายที่สุดถ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้ เราทุกคนเดินตามกรอบความคิด หรือ paradigm ของตัวเอง ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่กรอบความคิดก็เหมือนแผนที่ ที่เราใช้อธิบายชีวิต และโลกรอบตัวเรา แผนที่เป็นสิ่งที่ใช้อธิบายแผ่นดิน แต่มันไม่ใช่แผ่นดิน กล่าวคือสิ่งที่คุณคิดว่ามันเป็นข้อเท็จเจริง บางทีอาจเป็นแค่ความเชื่อหรือสิ่งที่เราถูกถ่ายทอดมาจากคนรุ่นก่อนๆ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าแผนที่ที่เราถือ มันถูกต้อง เราจะเชื่อมันได้อย่างไร?

  • ยอมรับก่อน ว่าที่เราคิดมันคือแผนที่ ไม่ใช่แผ่นดิน ไม่งั้นเราอาจไม่มีวันคิดที่จะเงยหน้าขึ้นมามองแผ่นดินจริงซักที
  • สำรวจตรวจสอบอยู่เสมอ วิธีง่ายๆ ที่ใครๆก็ทำได้ แต่ไม่ค่อยทำก็คือ การตั้งคำถามว่า เราจะตรวจสอบสิ่งที่เราคิดอยู่นี้ได้อย่างไรบ้าง อย่าใช้แต่อารมณ์ความรู้สึก เอาแผ่นที่ของเรากับของคนอื่นมาวางเทียบกันดู แล้วค้นหาความแตกต่าง เปิดใจลองคิดตรึกตรองดูบ้าง ว่าแผนที่เราอาจจะผิด
  • ตรวจสอบด้วยการเวลา ธรรมชาติของแผ่นดิน หรือในที่นี้คือตัวแทนของหลักการที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา มันเป็นสัจธรรม ถ้าเราลองมองย้อนกลับไปสัก 2,000 ปี 10,000 ปี อะไรของมนุษย์ที่ยังเป็นจริงอยู่ทุกวันนี้ สิ่งนั้นแหละ ที่เป็นแผ่นดิน เช่น คนเราต้องการความรัก ความเมตตา และคุณค่าในตนเอง เป็นจริงทุกยุคทุกสมัย
  • หมั่นปรับแก้แผนที่ของตัวเอง คุณแก้แผ่นดินไม่ได้ คุณต้องแก้แผนที่ให้อธิบายแผ่นดินให้ได้ดีที่สุดต่างหาก แผ่นดินเป็นสิ่งตายตัว เหมือนกฏแรงดึงดูด คุณจะเชื่อเป็นอย่างอื่นอย่างไร ในจักรวาลนี้ กฏแรงดึงดูด ก็คือกฏแรงดึงดูด

สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงยังมีข้อสงสัย แต่อย่างที่เห็นว่า ถึงแม้ผมพยายามที่จะเขียนให้รวบรัดเท่าไร เรื่องพวกนี้ก็มีเนื้อหาที่มากมายและลึกซึ้ง ผมหวังว่าสิ่งที่ผมได้ถ่ายทอดออกมาในวันนี้จะเป็นประโยชน์ให้กัปตันและว่าที่กัปตันทุกคนนะครับ ถ้าชอบเนื้อหาแบบนี้หรืออยากรู้อะไรเพิ่มเติมก็คอมเม้นไว้ได้เลยนะครับ

Maker

PLUEM
Industrial Designer / Maker
The "Master Maker"

"เราเลือกได้เสมอ
ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา 
หรือเป็นส่วนหนึงของทางแก้"

ถ้าชอบอย่าลืมกดแชร์นะครับ
สงสัยหรือมีความเห็นอะไร พิมพ์ไว้ด้านล่างเลยครับ

เนื้อหาอื่นๆ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *